สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ชาวโซเชียลทุกคน! เจนเชื่อว่าหลายๆ คนคงจะเคยรู้สึกเหมือนเจนใช่ไหมคะว่าในแต่ละวัน ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ทั้งจากโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ หรือแม้แต่กลุ่มไลน์เพื่อนๆ มันถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อนเลย จนบางทีก็รู้สึกว่าสมองเราประมวลผลไม่ทัน เหนื่อยล้า และสับสนไปหมดเลยค่ะจากประสบการณ์ตรงของเจนเองนะคะ การที่เราเสพข้อมูลมากเกินไป โดยไม่รู้ตัวว่าอะไรจำเป็น อะไรไม่จำเป็น มันส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน การใช้ชีวิต และแม้แต่สุขภาพจิตของเราด้วยค่ะ เราอาจจะพลาดโอกาสดีๆ หรือเสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์เลยก็ได้ยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างรวดเร็วและเข้าถึงง่ายแบบนี้ ‘การลดบริโภคข้อมูล’ หรือ Information Diet เลยกลายเป็นเทรนด์สำคัญที่ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่เป็นการดูแลตัวเองในระยะยาวเลยค่ะแต่จะเริ่มต้นยังไงให้ไม่รู้สึกอึดอัด และเห็นผลจริงล่ะคะ?
วันนี้เจนมีวิธีตั้งเป้าหมายสำหรับการทำ Information Diet มาฝาก รับรองว่าทำตามได้ง่ายๆ และจะช่วยให้เพื่อนๆ กลับมามีสมาธิ มีเวลามากขึ้น และรู้สึกสบายใจขึ้นอย่างแน่นอนค่ะพร้อมแล้วใช่ไหมคะ?
งั้นเรามาดูกันเลยค่ะว่าเราจะตั้งเป้าหมาย ‘ลดข้อมูล’ ยังไงให้ชีวิตดี๊ดี มีความสุขกว่าเดิม!
สำรวจพฤติกรรมการเสพข้อมูลของเราก่อน!

เราใช้เวลาไปกับอะไรบ้างในแต่ละวัน?
ก่อนที่เราจะเริ่มลดอะไรสักอย่าง เราต้องรู้ก่อนใช่ไหมคะว่าตอนนี้เรากำลังบริโภคอะไรอยู่บ้าง เหมือนเวลาเราจะลดน้ำหนัก เราก็ต้องรู้ว่าเรากินอะไรเข้าไปเท่าไหร่ การทำ Information Diet ก็เหมือนกันเลยค่ะ เจนเองเคยลองใช้ฟีเจอร์ “เวลาหน้าจอ” ในมือถือดู แล้วก็ตกใจกับตัวเลขที่เห็นมากๆ เลยค่ะ บางวันนี่คือ 5-6 ชั่วโมงไปแล้ว!
มันทำให้เราเห็นภาพชัดเจนเลยว่าเราหมดเวลาไปกับการไถฟีดเฟซบุ๊ก ไอจี หรือดูคลิปสั้นๆ บน TikTok มากแค่ไหนโดยไม่รู้ตัว เพื่อนๆ ลองสำรวจดูนะคะว่าแอปพลิเคชันไหนที่เราใช้บ่อยที่สุด ใช้เวลามากที่สุด แล้วเนื้อหาที่เราเห็นในแอปฯ เหล่านั้นมันมีประโยชน์หรือแค่ทำให้เราเสียเวลาไปเรื่อยๆ หรือเปล่า การรู้ข้อมูลตรงนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากๆ เลยค่ะ เพราะมันช่วยให้เรามองเห็นปัญหาและกำหนดเป้าหมายในการปรับลดได้อย่างตรงจุด ไม่ใช่แค่ลดไปเรื่อยๆ แบบไม่มีทิศทางเลยนะคะ เพราะแต่ละคนก็มีรูปแบบการใช้งานที่ไม่เหมือนกันจริงๆ ค่ะ
อะไรคือข้อมูลที่จำเป็น และอะไรคือส่วนเกิน?
พอเรารู้แล้วว่าเราใช้เวลาไปกับอะไรบ้าง ขั้นตอนต่อไปก็คือการแยกแยะค่ะ ว่าข้อมูลที่เราได้รับเข้ามาในแต่ละวัน อะไรคือสิ่งที่จำเป็นจริงๆ สำหรับการทำงาน การใช้ชีวิต หรือเพื่อพัฒนาตัวเอง และอะไรคือข้อมูลส่วนเกินที่แค่ผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านไป ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรเลย ลองตั้งคำถามกับตัวเองดูนะคะว่า “ข้อมูลนี้จำเป็นสำหรับฉันตอนนี้ไหม?” “มันช่วยให้ฉันบรรลุเป้าหมายอะไรในชีวิตหรือเปล่า?” หรือ “ฉันรู้สึกดีขึ้นหรือแย่ลงเมื่อเสพข้อมูลนี้?” บางทีข่าวสารที่กระตุ้นอารมณ์ด้านลบมากๆ หรือดราม่าต่างๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับชีวิตเราโดยตรง ก็อาจจะเป็นข้อมูลส่วนเกินที่เราไม่จำเป็นต้องรับรู้ก็ได้ค่ะ การที่เราสามารถแยกแยะได้ จะช่วยให้เราตัดสินใจเลือกรับข้อมูลได้อย่างมีสติมากขึ้น และลดภาระให้กับสมองของเราได้เยอะเลยค่ะ เจนเชื่อว่าถ้าเราฝึกฝนตรงนี้บ่อยๆ เราจะเก่งขึ้นเอง และชีวิตเราจะสบายขึ้นอีกเยอะเลยค่ะ เหมือนการคัดแยกขยะในสมองเรานั่นแหละค่ะ
สร้างเกราะป้องกันข้อมูลที่ไม่จำเป็น: เลือกรับอย่างชาญฉลาด
กดเลิกติดตามหรือซ่อนโพสต์ที่ไม่ใช่แนว
เจนเองก็เคยเป็นค่ะ ที่เพื่อนเยอะในโซเชียลมีเดีย กลุ่มที่เข้าร่วมก็เยอะ แล้วทีนี้ฟีดของเราก็เต็มไปด้วยเรื่องราวที่เราไม่ได้สนใจ ไม่ได้อยากรู้ ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้เราเลย แถมบางทียังทำให้เรารู้สึกหงุดหงิดหรือเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นอีกต่างหาก สิ่งที่เจนทำคือการกล้าที่จะกด “เลิกติดตาม” หรือ “ซ่อนโพสต์” ค่ะ ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ชอบเพื่อนคนนั้นนะคะ แต่มันคือการจัดระเบียบหน้าฟีดของเราให้มีแต่เรื่องที่เราสนใจจริงๆ ลองนึกดูสิคะว่า ถ้าหน้าฟีดของเราเต็มไปด้วยคอนเทนต์ที่เราชอบและมีประโยชน์ มันจะดีกว่าการที่เราต้องมานั่งเลื่อนผ่านข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องตั้งเท่าไหร่ เวลาที่เราใช้ไปก็จะคุ้มค่ามากขึ้น ไม่เสียไปกับการไถฟีดเรื่อยเปื่อย นี่คือการสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลของเราให้น่าอยู่ขึ้นจริงๆ ค่ะ เหมือนเรากำลังคุมโทนหน้าฟีดให้เป็นสไตล์ของเรานั่นเอง
กำหนดเวลาการใช้งานที่ชัดเจน
หลายคนอาจจะคิดว่ายาก แต่เจนบอกเลยว่ามันทำได้ค่ะ! เราทุกคนมีสมาร์ทโฟนกันเกือบตลอดเวลา และมันง่ายมากที่จะหยิบขึ้นมาไถดูนู่นนี่นั่นไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว เจนเลยลองกำหนดเวลาที่ชัดเจนในการเข้าถึงโซเชียลมีเดีย เช่น จะเช็กตอนเช้าก่อนเริ่มงาน 15 นาที ช่วงพักเที่ยง 15 นาที และตอนเย็นหลังเลิกงานอีก 30 นาที นอกเหนือจากนั้นก็คือจะไม่เปิดแอปฯ เลย หรือบางคนอาจจะตั้งค่า “เวลาหน้าจอ” ให้แอปฯ ปิดตัวเองอัตโนมัติเมื่อครบกำหนดก็ได้ค่ะ แรกๆ อาจจะรู้สึกอึดอัดบ้าง แต่พอทำไปเรื่อยๆ เราจะเห็นผลลัพธ์ที่น่าทึ่งเลยค่ะ เรามีเวลามากขึ้นจริงๆ มีสมาธิกับการทำงานมากขึ้น และรู้สึกผ่อนคลายขึ้น เพราะไม่ต้องคอยเช็กตลอดเวลาว่ามีอะไรใหม่ๆ เข้ามาหรือเปล่า แถมยังได้เวลากลับมาทำกิจกรรมที่เราชอบอีกเยอะเลยค่ะ
จัดระเบียบชีวิตดิจิทัล: เพิ่มเวลาให้สิ่งที่เราสนใจจริงๆ
จัดสรรเวลาสำหรับการเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง
พอเราเริ่มลดข้อมูลที่ไม่จำเป็นลงได้แล้ว ทีนี้เราก็จะมี “เวลา” เพิ่มขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ คำถามคือเราจะเอาเวลาที่ได้มาไปทำอะไร? สำหรับเจนแล้ว การเอาไปใช้กับการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองนี่แหละค่ะคือสิ่งที่ดีที่สุด ลองนึกดูสิคะว่าถ้าเราเอาเวลา 1 ชั่วโมงที่เราเคยใช้ไปกับการไถฟีด มาดูคอร์สเรียนออนไลน์สั้นๆ อ่านบทความดีๆ ที่เป็นประโยชน์ หรือฝึกภาษาใหม่ๆ ที่เราสนใจ ผลลัพธ์ในระยะยาวมันจะแตกต่างกันมากแค่ไหน เจนเองก็เคยลงเรียนคอร์สออนไลน์เกี่ยวกับการทำบล็อกเพิ่มจากเวลาที่ได้คืนมานี่แหละค่ะ แล้วมันก็สนุกและได้ความรู้ใหม่ๆ ที่นำมาใช้กับงานได้จริงด้วยนะ การที่เราลงทุนกับตัวเองแบบนี้ มันไม่ใช่แค่ได้ความรู้ แต่ยังเพิ่มความมั่นใจและรู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้นด้วยค่ะ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ค่ะ
สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ แทนการบริโภคอย่างเดียว
อีกหนึ่งข้อดีของการลดข้อมูลคือ มันกระตุ้นให้เราหันมา “สร้างสรรค์” แทนที่จะเอาแต่ “บริโภค” ค่ะ แทนที่จะนั่งดูคนอื่นทำนู่นทำนี่ ลองหันมาลงมือทำเองดูบ้างสิคะ อยากวาดรูปก็วาด อยากเขียนบล็อกก็เขียน อยากทำอาหารก็เข้าครัว ลองเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ที่เราสนใจดูค่ะ เจนเชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะมีความฝันหรือความชอบที่เคยอยากจะทำ แต่ก็ไม่มีเวลาสักที พอเรามีเวลามากขึ้นจากการทำ Information Diet เราก็จะมีโอกาสได้หยิบความฝันเหล่านั้นขึ้นมาปัดฝุ่นอีกครั้ง การได้ลงมือทำอะไรด้วยตัวเอง ได้เห็นผลงานของตัวเอง มันเป็นความรู้สึกที่เติมเต็มและมีความสุขมากๆ เลยค่ะ ไม่ใช่แค่ผลาญเวลาไปกับการเสพคอนเทนต์ของคนอื่นอย่างเดียวอีกต่อไป ลองทำอะไรใหม่ๆ แล้วจะรู้ว่าโลกนี้มีอะไรให้เราค้นหาอีกเยอะเลยนะคะ
พลังของการ ‘ปิดแจ้งเตือน’: สงบสติอารมณ์ คืนสมาธิให้ตัวเอง
ปิดแจ้งเตือนแอปพลิเคชันที่ไม่สำคัญ
ในยุคที่เราติดมือถือกันงอมแงมแบบนี้ การแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันต่างๆ นี่แหละค่ะคือตัวการสำคัญที่ทำให้เราเสียสมาธิอยู่ตลอดเวลา “ติ๊ง!” เสียงไลน์เข้า “แกร๊ง!” เสียงข้อความจากเฟซบุ๊ก “ฟิ้ว!” อีเมลใหม่เข้ามาอีกแล้ว!
เราเคยลองนับไหมคะว่าในแต่ละวัน เราถูกรบกวนด้วยการแจ้งเตือนพวกนี้กี่ครั้ง? เจนเคยลองปิดการแจ้งเตือนเกือบทุกแอปฯ ยกเว้นที่จำเป็นจริงๆ เช่น สายเข้า หรือข้อความด่วนจากคนในครอบครัว ผลลัพธ์ที่ได้คือมันดีต่อใจมากๆ ค่ะ!
เรามีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่ทำตรงหน้าได้ดีขึ้น ไม่ต้องคอยหยิบมือถือขึ้นมาเช็กอยู่ตลอดเวลา และที่สำคัญคือรู้สึกสงบมากขึ้น ไม่ต้องตกเป็นทาสของการแจ้งเตือนอีกต่อไป การได้อยู่ในสภาวะที่ไม่มีเสียงรบกวนจากมือถือเป็นเวลานานๆ ทำให้เราได้ยินเสียงความคิดของตัวเองมากขึ้น ได้พักสมองจากความวุ่นวายภายนอก และรู้สึกผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเลยค่ะ
กำหนดช่วงเวลาปลอดเทคโนโลยี
นอกจากปิดแจ้งเตือนแล้ว การกำหนดช่วงเวลาปลอดเทคโนโลยีก็สำคัญไม่แพ้กันเลยนะคะ เช่น ช่วงเวลาทานอาหารเย็นกับครอบครัว ช่วงก่อนนอน 1 ชั่วโมง หรือแม้แต่ช่วงที่เรากำลังทำงานที่ต้องใช้สมาธิมากๆ ลองเก็บมือถือไว้ให้ห่างตัวดูค่ะ ไม่ต้องพยายามเช็กอะไรเลยในช่วงเวลานั้นๆ เจนเคยลองตั้งกฎกับตัวเองว่าตอนทานข้าวเย็นกับคุณแม่ จะไม่แตะมือถือเลย ปรากฏว่าบทสนทนาระหว่างเรามันมีคุณภาพมากขึ้นมากๆ เลยค่ะ ได้คุยกันเยอะขึ้น ได้หัวเราะด้วยกันมากขึ้น หรือก่อนนอน เราก็เอาเวลาไปอ่านหนังสือเล่มโปรดแทนการไถหน้าจอ มันทำให้เราหลับง่ายขึ้นและหลับได้สนิทมากขึ้นด้วยค่ะ การได้ถอยห่างจากเทคโนโลยีเป็นช่วงๆ ทำให้เราได้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ได้สังเกตสิ่งรอบตัว ได้สัมผัสความรู้สึกของตัวเองจริงๆ นี่คือการดูแลสุขภาพใจที่ดีมากๆ เลยค่ะ ลองดูนะคะ แล้วจะติดใจ!
เปลี่ยนช่องทางเสพข้อมูลให้เป็นประโยชน์: สู่การเรียนรู้ที่ยั่งยืน

เลือกแพลตฟอร์มที่ส่งเสริมการเรียนรู้
แทนที่จะใช้เวลาไปกับแพลตฟอร์มที่เน้นความบันเทิงและข้อมูลที่ไม่จำเป็น ลองหันมาใช้แพลตฟอร์มที่ส่งเสริมการเรียนรู้ดูบ้างสิคะ สมัยนี้มีคอร์สเรียนออนไลน์ดีๆ เยอะแยะมากมาย ทั้งฟรีและเสียเงิน ไม่ว่าจะเป็น Coursera, SkillLane หรือแม้แต่ YouTube ก็มีช่องที่ให้ความรู้ดีๆ เยอะมาก เจนเองก็ชอบฟัง Podcast เกี่ยวกับการพัฒนาตัวเอง หรือประวัติศาสตร์ระหว่างเดินทางไปทำงานค่ะ มันทำให้เรารู้สึกว่าเวลาที่เราใช้ไปนั้นมีค่าและได้ประโยชน์จริงๆ ลองเลือกหัวข้อที่เราสนใจ แล้วหาแพลตฟอร์มที่ใช่ดูนะคะ การเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ สามารถสร้างความแตกต่างในชีวิตเราได้อย่างมหาศาลเลยค่ะ จากการเสพข้อมูลแบบเรื่อยเปื่อยกลายเป็นการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด แถมยังเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้หรือพัฒนาอาชีพในอนาคตของเราได้อีกด้วยนะ
อ่านหนังสือหรือบทความเชิงลึกมากขึ้น
ในยุคที่ข้อมูลฉาบฉวยเข้ามาง่ายๆ การหันกลับมาอ่านหนังสือหรือบทความเชิงลึกมากขึ้นเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากๆ เลยค่ะ ข้อมูลในหนังสือหรือบทความประเภทนี้มักจะผ่านการกลั่นกรองและวิเคราะห์มาอย่างดี ทำให้เราได้รับความรู้ที่แน่นและครบถ้วนกว่าการอ่านแค่พาดหัวข่าวหรือแคปชั่นสั้นๆ เจนเองพยายามจัดสรรเวลาอ่านหนังสือให้ได้วันละนิดวันละหน่อย อย่างน้อย 15-30 นาที ก่อนนอน หรือช่วงพักกลางวันค่ะ บางทีก็รู้สึกเหมือนได้หลุดเข้าไปในอีกโลกหนึ่ง ได้ใช้ความคิด ได้จินตนาการ และได้ความรู้ใหม่ๆ ที่เอามาต่อยอดในชีวิตหรือการทำงานได้จริง การลงทุนกับหนังสือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเสมอค่ะ เพราะมันไม่เพียงแค่เพิ่มพูนความรู้ แต่ยังช่วยฝึกสมาธิและพัฒนาความคิดวิเคราะห์ของเราด้วย อ่านแล้วรู้สึกฉลาดขึ้นจริงๆ นะคะ
สร้างพื้นที่ปลอดข้อมูล: เมื่อสมองได้พัก ชีวิตก็ดีขึ้น
กำหนดช่วงเวลาและสถานที่ปลอดเทคโนโลยี
การสร้าง “พื้นที่ปลอดข้อมูล” หรือ “เขตปลอดเทคโนโลยี” เป็นสิ่งที่เจนคิดว่าสำคัญมากๆ เลยค่ะ บางทีสมองของเราก็ต้องการการพักผ่อนอย่างแท้จริงจากการถูกกระตุ้นด้วยข้อมูลตลอดเวลา ลองกำหนดช่วงเวลาที่ชัดเจนในแต่ละวัน หรือแต่ละสัปดาห์ ที่เราจะไม่แตะต้องอุปกรณ์ดิจิทัลเลย เช่น ทุกเย็นวันอาทิตย์เจนจะไปเดินเล่นในสวนสาธารณะโดยไม่พกมือถือ หรือช่วงเวลาทานอาหารเช้าของทุกวัน เจนจะเน้นการจิบกาแฟสบายๆ และดูวิวข้างนอก การทำแบบนี้ช่วยให้สมองของเราได้มีโอกาส “ดีท็อกซ์” จากข้อมูลข่าวสาร ทำให้จิตใจสงบลง ได้สังเกตสิ่งรอบตัวมากขึ้น และรู้สึกสดชื่นมีชีวิตชีวาขึ้นจริงๆ ค่ะ เป็นเหมือนการชาร์จแบตให้ร่างกายและจิตใจไปพร้อมๆ กันเลย ลองดูนะคะ แล้วคุณจะรู้สึกดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ
ทำกิจกรรมแบบออฟไลน์ที่ชอบ
พอเราลดการเสพข้อมูลดิจิทัลลงได้ เราก็จะมีเวลาไปทำกิจกรรมแบบออฟไลน์ที่เราเคยชอบ แต่ไม่มีเวลาทำมากขึ้นค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย เล่นดนตรี ทำสวน ทำงานฝีมือ หรือแม้แต่นั่งคุยกับเพื่อนสนิทแบบไม่ต้องมีมือถือมาคั่นกลาง เจนเองชอบออกไปเดินเล่นในสวนสาธารณะแถวบ้าน ถ่ายรูปดอกไม้สวยๆ หรือลองเข้าครัวทำขนมสูตรใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำ การได้ลงมือทำกิจกรรมเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกได้ใช้ชีวิตจริงๆ ได้สัมผัสกับโลกภายนอกอย่างแท้จริง และที่สำคัญคือมันช่วยลดความเครียดและความกังวลจากการเสพข้อมูลมากเกินไปได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ ลองหาเวลาทำในสิ่งที่เรามีความสุขแบบออฟไลน์ดูนะคะ แล้วจะรู้ว่าชีวิตมีอะไรให้ค้นหาอีกเยอะเลย ไม่ต้องกลัวตกเทรนด์ เพราะสุขภาพใจที่ดีนี่แหละคือเทรนด์ที่สำคัญที่สุดค่ะ
ทดลองปรับเปลี่ยนแล้วจะเห็นผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง!
เริ่มต้นจากก้าวเล็กๆ และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอะไรสักอย่างมันไม่ได้เกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืนหรอกค่ะเพื่อนๆ เจนเองก็ไม่ได้เริ่มทำ Information Diet แบบหักดิบทีเดียวเลยนะคะ แต่เริ่มต้นจากก้าวเล็กๆ ก่อน เช่น พยายามไม่หยิบมือถือทันทีที่ตื่นนอน หรือวางมือถือให้ห่างตัวเวลาทำงาน พอทำได้แล้วก็ค่อยๆ เพิ่มเวลาปลอดเทคโนโลยีให้มากขึ้นเรื่อยๆ ลองนึกภาพเหมือนเรากำลังวิ่งมาราธอนน่ะค่ะ เราไม่จำเป็นต้องวิ่งเต็มสปีดตั้งแต่เริ่มต้น แต่เราสามารถค่อยๆ เพิ่มความเร็วและระยะทางไปเรื่อยๆ การค่อยๆ ปรับเปลี่ยนจะทำให้เราไม่รู้สึกกดดัน ไม่รู้สึกอึดอัด และมีโอกาสประสบความสำเร็จในระยะยาวมากกว่าการพยายามทำทุกอย่างพร้อมกันในคราวเดียวค่ะ ให้กำลังใจตัวเองด้วยนะคะ เพราะทุกก้าวเล็กๆ ล้วนมีความหมายและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้เสมอค่ะ
| เป้าหมายในการลดบริโภคข้อมูล | ประโยชน์ที่คุณจะได้รับ | วิธีเริ่มต้นง่ายๆ |
|---|---|---|
| ลดเวลาบนโซเชียลมีเดีย | มีเวลามากขึ้น, ลดการเปรียบเทียบตัวเอง, จิตใจสงบขึ้น | ปิดแจ้งเตือน, กำหนดเวลาใช้งานแอปฯ, เลิกติดตามเพจที่ไม่สนใจ |
| เลือกรับข่าวสารอย่างมีสติ | ลดความเครียด, ได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากขึ้น, มีสมาธิ | เลือกแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ, หลีกเลี่ยงดราม่า, อ่านบทความเชิงลึก |
| เพิ่มกิจกรรมออฟไลน์ | สุขภาพกายใจดีขึ้น, มีความสุขกับชีวิตจริง, ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ | ออกกำลังกาย, อ่านหนังสือ, ทำงานอดิเรก, ใช้เวลากับครอบครัว |
สังเกตความรู้สึกและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำ Information Diet คือการที่เราต้องหมั่นสังเกตความรู้สึกของตัวเองค่ะ ว่าหลังจากที่เราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว เรารู้สึกอย่างไรบ้าง?
เรามีสมาธิมากขึ้นไหม? เรามีความสุขมากขึ้นหรือเปล่า? เรามีเวลามากขึ้นจริงๆ ไหม?
เจนเองพอได้ลองทำแล้วก็รู้สึกว่าตัวเองมีสมาธิในการทำงานมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดค่ะ ไม่ต้องคอยกังวลว่าจะพลาดข่าวสารอะไรไป แถมยังรู้สึกว่าได้นอนหลับเต็มอิ่มมากขึ้นด้วย เพราะไม่ได้ไถหน้าจอมือถือก่อนนอนแล้ว การสังเกตผลลัพธ์เหล่านี้จะช่วยเป็นกำลังใจให้เราทำต่อไป และจะช่วยให้เราสามารถปรับวิธีการให้เหมาะสมกับตัวเองได้ดียิ่งขึ้นไปอีกค่ะ อย่าลืมให้รางวัลตัวเองเล็กๆ น้อยๆ เมื่อทำได้ตามเป้าหมายด้วยนะคะ มันช่วยเพิ่มแรงจูงใจได้เยอะเลยค่ะ การเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงที่มาจากตัวเราเองค่ะ
บทความนี้สรุป
เป็นยังไงกันบ้างคะเพื่อนๆ พอได้อ่านแล้วรู้สึกว่า “ใช่เลย! นี่แหละปัญหาของฉัน” กันบ้างไหมเอ่ย? เจนเข้าใจดีค่ะว่าการจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เราทำมานานมันไม่ง่ายเลย แต่เชื่อเถอะค่ะว่าถ้าเราลองเริ่มปรับเปลี่ยนทีละนิดทีละหน่อย เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างน่าตกใจเลยค่ะ การทำ Information Diet ไม่ใช่แค่การลดการเสพข้อมูลนะคะ แต่มันคือการที่เราได้กลับมาใช้ชีวิตในแบบที่เราต้องการจริงๆ ได้มีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น ได้ใช้สมองไปกับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ และที่สำคัญคือได้กลับมาเชื่อมโยงกับโลกแห่งความเป็นจริงอย่างมีความสุขค่ะ เจนอยากให้ทุกคนลองเอาแนวคิดนี้ไปปรับใช้ดูนะคะ แล้วจะรู้ว่าชีวิตมีอะไรดีๆ ให้เราค้นหาอีกเยอะเลย ไม่ต้องกลัวตกเทรนด์ เพราะสุขภาพใจที่ดีนี่แหละคือเทรนด์ที่สำคัญที่สุดค่ะ ชีวิตเรา เราเลือกได้!
สิ่งดีๆ ที่ควรรู้ไว้
1. การลองใช้ฟีเจอร์ “เวลาหน้าจอ” บนมือถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากๆ เลยค่ะ เพราะมันจะทำให้เราเห็นพฤติกรรมการใช้งานของเราได้อย่างชัดเจน และช่วยให้เรากำหนดเป้าหมายในการปรับลดได้อย่างตรงจุด เหมือนเวลาเราจะลดน้ำหนักก็ต้องรู้ก่อนว่าเรากินอะไรเข้าไปเท่าไหร่ การรู้ข้อมูลตรงนี้จะช่วยให้เรามองเห็นปัญหาและวางแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ
2. การ “กล้าที่จะกดเลิกติดตาม” หรือ “ซ่อนโพสต์” จากเพจหรือเพื่อนที่เราไม่ได้สนใจเนื้อหา เป็นวิธีที่ง่ายและได้ผลดีมากๆ ในการจัดระเบียบหน้าฟีดของเราให้มีแต่เรื่องที่เราชอบและเป็นประโยชน์จริงๆ ไม่ต้องรู้สึกผิดนะคะ เพราะมันคือการสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลของเราให้น่าอยู่ขึ้น เพื่อสุขภาพจิตที่ดีของเราเองค่ะ
3. การกำหนดเวลาที่ชัดเจนในการเข้าถึงโซเชียลมีเดีย เช่น เช็กแค่ช่วงเช้า กลางวัน และเย็น เป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่จะช่วยให้เรามีสมาธิจดจ่อกับสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น และทำให้เรามีเวลาเหลือเฟือสำหรับการทำงาน หรือกิจกรรมที่เราชื่นชอบอื่นๆ รับรองว่าแรกๆ อาจจะรู้สึกแปลกๆ แต่พอชินแล้ว ชีวิตจะดีขึ้นเยอะเลยค่ะ
4. ลองเปลี่ยนจากการบริโภคข้อมูลอย่างเดียว มาเป็นการ “สร้างสรรค์” สิ่งใหม่ๆ ดูบ้างสิคะ เช่น ลองวาดรูป เขียนบล็อก หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ที่เราสนใจ การได้ลงมือทำอะไรด้วยตัวเอง ได้เห็นผลงานของตัวเอง มันเป็นความรู้สึกที่เติมเต็มและมีความสุขมากๆ เลยค่ะ ดีกว่าการนั่งดูคนอื่นทำตั้งเยอะเลยนะ
5. การสร้าง “ช่วงเวลาปลอดเทคโนโลยี” หรือ “เขตปลอดข้อมูล” ในแต่ละวัน เป็นเหมือนการให้สมองของเราได้มีโอกาส “ดีท็อกซ์” จากความวุ่นวาย ลองวางมือถือให้ห่างตัวในบางช่วงเวลา เช่น ตอนทานอาหาร หรือก่อนนอน การทำแบบนี้จะช่วยให้จิตใจสงบลง ได้สังเกตสิ่งรอบตัวมากขึ้น และรู้สึกสดชื่นมีชีวิตชีวาขึ้นจริงๆ ค่ะ เป็นการชาร์จแบตให้ร่างกายและจิตใจไปพร้อมๆ กันเลย
สรุปประเด็นสำคัญ
การทำ Information Diet ไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพกายและใจที่ดีในระยะยาวของเราทุกคนค่ะ เพราะในยุคที่ข้อมูลถาโถมเข้ามาไม่หยุด การที่เราสามารถเลือกรับและจัดการกับข้อมูลเหล่านั้นได้อย่างชาญฉลาด จะช่วยให้เราลดความเครียด เพิ่มสมาธิ และมีเวลามากขึ้นในการทำสิ่งที่เราสนใจจริงๆ ค่ะ การเริ่มต้นจากก้าวเล็กๆ ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเสพข้อมูล และหมั่นสังเกตความรู้สึกของตัวเอง จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน และทำให้เราได้ใช้ชีวิตในแบบที่เราต้องการได้อย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ อย่าลืมว่าชีวิตเรา เราเลือกได้ และการเลือกที่จะบริโภคข้อมูลอย่างมีสติ คือการเลือกที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นนั่นเอง.
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: คำถามยอดฮิตแรกเลยนะคะ “Information Diet” คืออะไรกันแน่คะเจน?
ตอบ: โห คำถามนี้โดนใจเจนมากๆ เลยค่ะเพื่อนๆ! ถ้าจะให้เจนอธิบายง่ายๆ นะคะ Information Diet ก็เหมือนกับการที่เราเลือกกินอาหารดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพื่อให้เรามีสุขภาพที่ดีใช่ไหมคะ?
เจ้า Information Diet เนี่ยก็คือการที่เราเลือก “กิน” หรือ “เสพ” ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่จำเป็นและมีคุณภาพจริงๆ และลดการบริโภคข้อมูลที่ไม่จำเป็น หรือข้อมูลที่ทำให้เราเครียด วิตกกังวล หรือเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์นั่นแหละค่ะ จากที่เจนลองทำดูนะคะ มันไม่ใช่การอดอาหารจนผอมแห้ง แต่เป็นการเลือกกินให้พอดี ให้สุขภาพจิตและสมองของเราได้พักผ่อน มีพื้นที่ว่างสำหรับความคิดสร้างสรรค์และเรื่องราวดีๆ ในชีวิตมากขึ้นค่ะ เจนว่ามันคือการ “จัดระเบียบ” ข้อมูลในหัวเราใหม่ ให้ชีวิตเราไม่วุ่นวายและเบลอไปกับข่าวสารที่ถาโถมเข้ามาทุกวันนั่นเองค่ะ
ถาม: ทำไมคนไทยอย่างเราๆ ถึงควรทำ Information Diet คะเจน? มันสำคัญกับชีวิตประจำวันยังไง?
ตอบ: โธ่…คำถามนี้เจนเข้าใจดีเลยค่ะเพื่อนๆ เพราะเจนเองก็เคยเป็นมาก่อน! คือเมืองไทยเราเนี่ย โซเชียลมีเดียมันแรงมากจริงๆ ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นไลน์กลุ่มเพื่อน ไลน์กลุ่มที่ทำงาน ไลน์กลุ่มครอบครัว หรือแม้แต่เฟซบุ๊กที่ไถไปเรื่อยๆ ก็เจอแต่ข่าวสารเต็มไปหมด ไหนจะข่าวร้อนดารา ข่าวการเมือง ข่าวลด แลก แจก แถม จนบางทีเจนรู้สึกว่าสมองมันโอเวอร์โหลดไปหมดเลยค่ะ!
จากประสบการณ์ตรงของเจนนะคะ การที่เราเสพข้อมูลเยอะเกินไป โดยเฉพาะข้อมูลเชิงลบ หรือข้อมูลที่ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรเลย มันส่งผลโดยตรงกับสุขภาพจิตเรามากๆ เลยค่ะ บางทีเราเครียดโดยไม่รู้ตัว หงุดหงิดง่าย สมาธิสั้นลง แถมยังเสียเวลาอันมีค่าที่เราควรจะเอาไปทำอะไรสนุกๆ อย่างอื่น เช่น ดูซีรีส์เกาหลีเรื่องโปรด ไปคาเฟ่สวยๆ หรือใช้เวลากับคนที่เรารักไปเยอะมากเลยค่ะ พอเจนเริ่มทำ Information Diet ชีวิตเจนดีขึ้นเยอะเลยนะคะ รู้สึกมีสมาธิมากขึ้น ไม่เครียดง่ายเหมือนเมื่อก่อน แถมยังมีเวลาว่างเหลือเฟือไปทำอะไรที่อยากทำจริงๆ จังๆ ได้เยอะขึ้นเลยค่ะ มันคุ้มค่ามากๆ!
ถาม: แล้วถ้าเจนอยากเริ่มต้นทำ Information Diet ควรเริ่มจากตรงไหนดีคะเจน? มีทริคเด็ดๆ ไหม?
ตอบ: มาเลยค่ะเพื่อนๆ! เจนมีทริคเด็ดๆ ที่เจนลองทำเองแล้วได้ผลจริงมาบอกต่อค่ะ ไม่ต้องห่วงว่าจะทำยากนะคะ เพราะมันง่ายมากๆ เลยค่ะ
1. เริ่มจากปิดแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็นก่อนเลยค่ะ: อันดับแรกที่เจนทำคือการเข้าไปตั้งค่าปิดแจ้งเตือนของแอปพลิเคชันที่ไม่จำเป็น หรือแอปที่เราไม่ได้ใช้งานตลอดเวลา เช่น เกม หรือแอปช้อปปิ้งออนไลน์ค่ะ ให้เหลือแค่แอปที่สำคัญจริงๆ อย่างไลน์หรือโทรศัพท์ (แต่ก็อาจจะปิดแจ้งเตือนกลุ่มไลน์ที่ไม่จำเป็นได้อีกนะคะ!) แค่นี้ชีวิตก็สงบขึ้นเยอะแล้วค่ะ
2.
กำหนดเวลาเช็กโซเชียลมีเดีย: ลองกำหนดเวลาให้ตัวเองหน่อยไหมคะ เช่น เช็กแค่ช่วงเช้าตอนตื่นนอนสัก 15 นาที และช่วงเย็นหลังเลิกงานอีก 30 นาทีพอค่ะ แรกๆ อาจจะรู้สึกอึดอัดหน่อย แต่พอทำไปเรื่อยๆ จะรู้สึกว่าเรามีเวลาไปทำอย่างอื่นเยอะขึ้นจริงๆ ค่ะ
3.
Unfollow หรือออกจากกลุ่มที่ไม่สร้างประโยชน์: อันนี้สำคัญมากเลยนะคะเพื่อนๆ! ลองสำรวจดูว่าในเฟซบุ๊กเราติดตามเพจไหนบ้างที่ให้ข้อมูลเยอะเกินไป หรือในไลน์กลุ่มไหนบ้างที่คุยกันแต่เรื่องไม่จำเป็น หรือมีแต่ดราม่า ลอง Unfollow หรือออกจากกลุ่มเหล่านั้นดูค่ะ แรกๆ อาจจะรู้สึกเสียดาย แต่เชื่อเจนค่ะว่าเราจะรู้สึกโล่งขึ้นมากๆ!
4. เลือกแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้และจำกัดจำนวน: แทนที่จะเสพข่าวจากทุกช่องทาง ลองเลือกแหล่งข่าวที่เราเชื่อถือได้และมีคุณภาพแค่ 1-2 แหล่งก็พอค่ะ อาจจะเป็นสำนักข่าวหลักๆ ที่น่าเชื่อถือ หรือช่องทางที่เราสบายใจที่จะรับข้อมูล แค่นี้ก็เพียงพอแล้วค่ะ
5.
หากิจกรรมอื่นมาแทนที่: แทนที่จะไถหน้าจอไปเรื่อยๆ ลองหันไปทำกิจกรรมอื่นๆ ที่เราชอบดูไหมคะ เช่น อ่านหนังสือ (หนังสือจริงนะคะ ไม่ใช่ E-book), ออกกำลังกาย, ปลูกต้นไม้, หรือฝึกทำอาหารอร่อยๆ ค่ะ การทำกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยดึงเราออกจากโลกออนไลน์และทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นจริงๆ ค่ะจำไว้นะคะเพื่อนๆ ว่าการทำ Information Diet ไม่ใช่การตัดขาดจากโลกภายนอก แต่เป็นการ “เลือก” ที่จะรับข้อมูลอย่างชาญฉลาด เพื่อให้ชีวิตเรามีความสุขและมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ เจนเอาใจช่วยทุกคนเลยนะคะ!






